วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ท่ารำ

ความหมายคำว่า คาราเต้

คำว่า "คาราเต้" เดิมทีมาจากการออกเสียงแบบชาวโอะกินะวะ ตัว "คารา" 唐 ในภาษาจีน หมายถึง "ประเทศจีน" หรือ "ราชวงศ์ถัง" ส่วน "เต้" 手 หมายถึง มือ คาราเต้ หมายความว่า "ฝ่ามือจีน" หรือ "ฝ่ามือราชวงศ์ถัง" หรือ "กำปั้นจีน" หรือ "ทักษะการต่อสู้แบบจีน" ในรูปแบบการเขียนแบบนี้ "ฝ่ามือราชวงศ์ถัง" จึงหมายถึง การต่อยมวยแบบถัง หรือ "ฝ่ามือจีน" ก็บ่งบอกถึงอิทธิพลที่รับมาจากลักษณะการต่อสู้ของชาวจีน ในปีค.ศ. 1933 หลังจากสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นครั้งที่ 2 กิชิน ฟุนาโคชิ ( 船越義珍 Funakoshi Gichin, 1868-1957 ) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ บิดาแห่งคาราเต้สมัยใหม่ ได้เปลี่ยนตัวอักษร "คารา" ไปเป็นตัวอักษรที่มีเสียงเหมือนกันแต่มีความหมายว่า "ความว่างเปล่า" 空 แทน
เมื่อปีค.ศ. 1936 หนังสือเล่มที่สองของฟุนาโคชิใช้ตัวอักษร "คารา" ที่มีความหมายว่าความว่างเปล่า และในการชุมนุมบรรดาอาจารย์ชาวโอะกินะวะก็ใช้ตัวอักษรเดียวกัน ตั้งแต่นั้นมาคำว่า "คาราเต้" ( ซึ่งออกเสียงเหมือนเดิม แต่ใช้ตัวอักษรใหม่ ) จึงหมายถึง "มือเปล่า"
คำว่า "มือเปล่า" ไม่เพียงแต่นักคาราเต้จะต่อสู้โดยปราศจากอาวุธแล้ว ยังซ่อนความหมายตามความเชื่อแบบเซ็นไว้ด้วย เพราะตามวิถีแห่งเซ็นการพัฒนาความสามารถ และศิลปะของแต่ละบุคคล จะต้องทำจิตใจให้ว่างเปล่า ละเว้นจากความปรารถนา ความมีทิฐิและกิเลสต่างๆ
คาราเต้ แปลว่า วิถีแห่งการใช้มือ (ร่างกาย) ต่อสู้โดยปราศจากอาวุธ วิถีแห่งคาราเต้เป็นวิธีการดึงพลังจากทั้งร่างมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้ โจมตี ซึ่งความรุนแรงของการโจมตีนั้นมีคำกล่าวถึงว่า "อิคเคน ฮิซัทสึ"( 一拳必殺 ) หรือ "พิชิตในหมัดเดียว" สิ่งที่สำคัญของคาราเต้คือการต่อสู้กับตนเอง เช่นการฝึกยั้งแรงการโจมตี โดยใช้ในการหยุดโจมตีเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บไม่มากและป้องกันการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการฝึกการกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เมื่อผู้ฝึกสามารถยั้งแรงได้ เขาก็จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้จนถึงขีดความสามารถเช่นเดียวกัน
คำว่า โด แปลว่า วิถีทาง ลู่ทาง ศาสตร์ อีกทั้งยังหมายถึงปรัชญาเต๋าอีกด้วย โด เป็นคำต่อท้ายที่ใช้สำหรับศิลปะหลายชนิด ให้ความหมายว่า นอกจากจะศิลปะเหล่านั้นจะเป็นทักษะแล้ว ยังต้องมีพื้นฐานของจิตวิญญาณอยู่ด้วย สำหรับในความหมายที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้ อาจจะแปลได้ว่า "วิถีแห่ง..." เช่น ใน ไอคิโด ยูโด เคนโด ดังนั้น "คาราเต้โด" จึงหมายถึง "วิถีแห่งมือเปล่า"
"โด" อาจมองได้ 2 แบบ คือ แบบปรัชญา และแบบกีฬา
"โด" แบบปรัชญา ด้วยความหมายที่แปลว่า วิถีทาง และเป็นชื่อศาสนาเต๋าของศาสดาเหล่าจื๊อ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในด้านปรัชญาพุทธศาสนานิกายเซนของญี่ปุ่น การตีความหมายคำนี้ จึงอาจมองได้ว่า วิถีทางการดำเนินชีวิต จิตวิญญาณของนักคาราเต้ เป็นต้น ซึ่งนักคาราเต้บางท่าน อาจใช้ คาราเต้ เป็นวิถีแห่งการเข้าถึง จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ(เต๋า เซน) ได้ ดังนั้น คำว่า "โด" ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนจำมีวิธีการในการเดินแตกต่างกัน
"โด" แบบกีฬา จริง ๆ ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีทั้งคำว่า คาราเต้ และ คาราเต้โด ทำไมต้องเพิ่มคำว่า โด คำว่า "โด" เริ่มใช้ครั้งแรกในศิลปะป้องกันตัว ยูโด โดยปรมาจารย์จิกาโร่ คาโน แห่งโคโดกันยูโด เพื่อเปลี่ยนแปลง และแบ่งแยกวิชาใหม่ โดยแยกตัวออกจากวิชา ยูยิทสุ ซึ่งยูโดได้ตัดทอนกระบวนท่าที่อันตรายออกไป เพื่อการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ และสามารถจัดการแข่งขันได้
คาราเต้ แต่เดิมไม่มีคำว่าโด เช่นกัน แต่ก่อนจะเรียกว่า คาราเต้จิทสุ หรือว่า คาราเต้ แต่เริ่มใช้คำว่า "โด" เมื่อมีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรวมนักคาราเต้จากทั้ง 4 สำนักใหญ่เข้าไว้ จึงต้องบัญญัติกฏการแข่งขันใหม่ ลดทอนการจู่โจมที่อันตราย และสามารถแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ และเป็นกลางที่สุด คำว่า "โด" ในคาราเต้จึงเกิดขึ้น และมีความหมายว่า วิถีทางการต่อสู้ในรูปแบบของคาราเต้ ซึ่งคำว่าคาราเต้โด โดยมากจะใช้ในการแข่งขัน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มารยาทในโดโจ

มารยาทในโดโจ (โรงฝึก) โดย เซนเซ เทรูยูกิ โอกาซากิ




image
ท่าน ปรมาจารย์ ฟูนาโกชิ ได้กล่าวว่า "หากไร้ซึ่งมารยาทแล้ว คุณก็ไม่สามารถฝึกคาราเต้ได้" สิ่งนี้ไม่ได้ประยุกต์ใช้เฉพาะในการฝึกเท่านั้น หากแต่รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไปด้วย
คำว่า "โดโจ" (โรงฝึก) ในความเป็นจริงแล้ว ประกอบด้วย 2 คำ คือ "โด" ซึ่งหมายถึง วิถีหรือหนทาง และ "โจ" ซึ่งหมายถึง สถานที่ เมื่อ 2 คำนี้มารวมกันจึงหมายถึง "สถานที่ที่ใช้ในการศึกษาวิถีหรือหนทาง" ดังนั้น โดโจ จึงเป็นสถานที่ที่เรา จะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราจึงควรปฏิบัติตาม ธรรมเนียมและมารยาทในโรงฝึกอย่างเคร่งครัด นี่คือขั้นแรกของการฝึกคาราเต้โด
เมื่อจะถึงทางเข้าของโรงฝึก หันไปทางด้านหน้า (shomen) ซึ่งเป็นด้านที่มีรูปของท่านปรมาจารย์ ฟูนาโกชิ แล้วคำนับ นี่เรียกว่า "ritsu rei" ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง ต่อคำสอนของท่านปรมาจารย์ ฟูนาโกชิ และยังเป็นการแสดงความตั้งใจจริง ในการศึกษาเรียนรู้ ของเราด้วย จงมาถึงก่อนเวลาประมาณ 10 - 15 นาที เพื่อที่จะได้มีเวลายืดเส้น และฝึกซ้อมทบทวน
เมื่อเซนเซ สั่งให้เข้าแถว "seiza" จงรีบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำไว้ว่าจะต้องวิ่งให้เร็วกว่าปรกติถึงสองเท่า เมื่อจะนั่ง seiza ให้คุกเข่าลงด้วยเข่าซ้ายก่อน แล้วจึงตามด้วยเข่าขวา มือวางบนตักอย่างผ่อนคลาย การนั่ง seiza นั้น ในความเป็นจริงแล้วมีความหมาย มากกว่าการคุกเข่าธรรมดา ตามประวัติศาสตร์ ซามูไรจะต้องเตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัว ตลอดเวลา เนื่องจากดาบมักจะอยู่ที่เอวด้านซ้ายเสมอ การคุกเข่าด้านซ้ายลงก่อน จึงสามารถชักดาบได้โดยไม่บาดตัวเอง จมูกเท้าต้องเกาะพื้นเสมอทั้งตอนคุกเข่าลงและตอนลุกขึ้น เพราะ หากตัวไม่ตรง และ เท้าไม่เกาะพื้นแล้ว มันเป็นการยาก ที่จะป้องกันตัว จาก คู่ต่อสู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ในอิริยาบทเช่นนี้ ลองฝึกกับตัวคุณดู หลังจากนั่ง "seiza" แล้ว หลับตา เมื่อได้ยิน คำสั่ง "Mokuso" .... สิ่งนี้หมายถึง การชำระ จิดใจให้ว่าง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ การฝึก คุณจะต้องลืม สิ่งที่คิดอยู่ในกใจทุกอย่าง แล้วตั้ง สมาธิ อยู่กับสิ่งที่ เซนเซ พยายามจะสอนเท่านั้น เมื่ออยู่ในลักษณะเช่นนี้ ทุกคนจึงจะ สามารถ เรียนรู้ ได้อย่างแท้จริง
หลังจากคำสั่ง mokuso ... yame เปิดตาขึ้น ... Shomen ni rei : เคารพเบื้องหน้า ... Sensei ni rei .. เคารพอาจารย์ ทุกครั้งที่เคารพ พยายาม กด ความอวดดี และ การหลงตัวเอง ลง แล้วทำใจให้ว่างที่สุด เท่าที่จะทำได้ ... ต่อไปจะกล่าวถึง มารยาทในการฝึกซ้อม
จงดูที่ เซนเซ เสมอใน ขณะที่ ท่านพูด นอกเสียจาก ท่านจะ สั่งให้ดูทางอื่น หยุดทุกอย่าง ที่ทำอยู่ ยืนในท่ายืน ตามธรรมชาติ (Shisen-tai) แล้วมองที่ sensei ...... ในสมัยก่อน อาจารย์ แทบจะไม่มีการอธิบาย ทางเทคนิค เลย ดังนั้น เมื่อท่านพูด เราจึงควรหยุด และ ตั้งใจฟัง ให้มากที่สุด เท่าที่ทำได้ ... สมัยนี้ ก็ ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน แสดงมารยาท ความเคารพ ให้ อาจารย์เห็น และ ดูท่าน ตรงๆ เมื่อ อาจารย์สั่งให้ ออกเสียง Hai !!! หรือ Ossu !!! ดังๆ
ห้าม พูดคุยในขณะฝึกซ้อม หากมีคำถาม ให้รอจนฝึกซ้อม จบก่อน แล้ว ค่อยถาม รุ่นพี่ หรือ sensei คำนับ ก่อนถาม และ คำนับอีกครั้ง หลังจากได้รับ คำตอบ (นอกจาก เซนเซ อนุญาติ ให้ถามขณะฝึกซ้อม)
อย่าทำก่อนจังหวะ นับ !!!
จง ตระหนัก เสมอว่า ส่วนหนึ่ง ในการฝึกที่สำคัญ คือ การให้ ความสำคัญ กับ จังหวะนับ เช่นเดียวกับ คู่ต่อสู้ และ จะต้อง มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ในจังหวะที่เหมาะสม หากคุณเคลื่อนไหว ล่วงหน้า เร็วเกินไป คุณอาจจะตาย เพราะคุณเคลื่อนไหว ก่อนล่วงหน้า และ คู่ต่อสู้ สามารถจับความเคลื่อนไหว ของคุณได้
จงทำให้ดีที่สุดเสมอ มารยาท ในการฝึก kumite นั้นง่ายมาก แต่ก็มักจะเห็นการกระทำที่ไม่ดี เสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อสายดำ สองคน เข้าคู่กัน .. เขาจะตั้งใจฝึกและทำเต็มที่ แต่พอ สายดำ สองคนนั้น ไปฝึกกับ สายต่ำ พวกเขาจะขี้เกียจ และ เคลื่อนไหวช้าลง .... นั่นเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ว่าคุณ จะคู่กับใคร คุณจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ คาราเต้จึงสอนให้เรา เตรียมพร้อม เสมอ ที่จะป้องกันตัว ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะเวลาเรารู้สึกว่า ต้องการทำเช่นนั้น แม้กระทั่ง เวลาเป็น ฝ่ายบุก คุณจะต้อง คิดที่จะหยุดคู่ต่อสู้ ให้ได้ด้วย การ ชก หรือ เตะ .... บางครั้ง อาจารย์ จะบอกให้คุณ เคลื่อนไหวช้าลง และ ช่วยสอน สายต่ำ เมื่อเวลานั้น คุณจึง ไม่ต้องเคลื่อนไหว ให้เร็วนัก นอกจากนี้ แล้ว คุณจึงควรทำให้เต็มที่ เพื่อจะได้ ไม่คลายเป็นความเคยชิน ที่ไม่ดี จงจำไว้ว่า นี้เป็นการฝึก ที่ไม่สัมผัส ต่อคู่ฝึก ดังนั้น ตราบใด ที่คุณสามารถ ควบคุม แรงได้ การทำอย่างเต็มที่ จึงไม่ใช่ปัญหา
"seiza" ตอนเลิก ควรใช้เวลาประมาณ 10 วินาที หรือ หายใจเข้า ซัก 10 ครั้ง หายใจเข้า ผ่านจมูก ให้อากาศ เข้าไป ภายใน ท้อง แล้วจึง หายใจออก ผ่านทางปาก เรียวกว่า " fukushiki-kokyu " หรือ การหายใจด้วยท้อง .... การหายใจเข้าและออก เช่นนี้ จะทำให้ร่างกายผ่อน คลาย อย่างมาก และ หลังจากหายใจได้ซัก 10 ครั้ง จิตใจของคุณควร จะว่าง
เมื่อ ท่องกฎสำนัก (Dojo kun) จงตั้งใจออกเสียง แต่ละคำให้ชัดเจน และ ให้คิดว่า การประยุกต์ ใช้ หลักการคำสอน เหล่านี้ อย่างไรในชีวิต ประจำวัน หลังจาก เคารพอาจารย์ แล้ว ให้กล่าว " domo arigato gozaimashita sensei " ...นี่เป็นการแสดงความขอบคุณ ต่อ อาจารย์ อย่างสุภาพ ที่สุด ที่ท่านได้ ถ่ายทอด ความรู้ ให้เรา .... ธรรมเนียมและมารยาท ทั้งหมดที่เรียนรู้ จากการฝึกคาราเต้ ควรที่จะนำไปใช้ ประยุกต์ นอกโรงฝึก ด้วย ซึ่งบางครั้ง สิ่งเหล่านี้ อาจจะยาก กว่า การฝึกชก หรือ เตะ เสียด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็น หนทางเดียว ที่จะเข้าใจ และ ใช้ชีวิต อยู่กับ จิตวิญญาณ ของ คาราเต้ที่แท้จริง

ข้อคิด..ก่อนการฝึก

ข้อคิด..ก่อนการฝึก


   
imageก่อนที่จะเริ่มการฝึกเทคนิคต่างๆ ของคาราเต้ อยากจะให้คำแนะนำทั่วไป ว่า " จะทำอย่างไร จึงจะสามารถเข้าถึงการฝึก และทัศนคติ ที่ควรจะมี ต่อการฝึกฝน คาราเต้ "



  1. คาราเต้นั้นเป็นศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัว นอกเหนือไปจาก การพยายามฝึกฝน อย่างหนัก และซื่อสัตย์จริงใจ ต่อการฝึกของคุณแล้ว คุณจะต้องจริงจังต่อการฝึก ให้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มต้นในทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหว ของร่างกาย คุณจะต้องจินตนาการว่า คุณกำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ ที่ถือดาบเตรียมพร้อมอยู่ ในแต่ละหมัดที่ชกออกไป จะต้องใช้พลังจากทั้งร่างกาย ด้วยความรู้สึก ที่จะสามารถทำลายคู่ต่อสู้ด้วยการปล่อยหมัดเพียงครั้งเดียว คุณจะต้องคิดว่า ถ้าการชกของคุณ พลาด เท่ากับ คุณทำให้ชีวิตของคุณ พบกับความพ่ายแพ้ หากคิดได้เช่นนี้แล้ว " จิตใจและพลังในตัวคุณ จะรวมเป็นหนึ่งเดียว " และ สามารถ แสดงออกมาได้ อย่างเต็มที่ แม้ว่า คุณจะฝึกฝนอย่างหนัก เป็นแรมปี แต่ถ้าหากการฝึกของคุณ เป็นเพียงแค่การเคลื่อนไหว ของ มือและเท้า โดยขาดสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น มันก็ไม่ต่าง ไปจากการฝึกเต้นรำเลย และ คุณจะไม่มีทางเข้าถึง ความหมายที่แท้จริงของคาราเต้ได้
    คุณจะพบว่า การฝึกด้วยทัศนะคติ ที่จริงจัง ต่อ ความเป็นความตาย จะมีผลต่อคุณ ไม่เฉพาะในการฝึกคาราเต้ แต่ยังมีผลต่อ ด้านต่างๆ ในชีวิตด้วย ชีวิตก็เหมือนกับการเผชิญหน้ากัน ชองนักดาบ หากคุณใช้ชีวิตอย่างไม่กระตือรือร้น โดยคิดว่าไม่เป็นไร ถ้าพลาดแล้วยังมีโอกาศ ครั้งที่สอง แล้วชีวิตคุณจะประสบผลสำเร็จอะไร ในช่วงชีวิตสั้นๆ นี้บ้าง ???
  2. พยายามทำ สิ่งที่ได้รับการสอนให้ได้ โดยไม่บ่นคร่ำครวญ และหลีกเลี่ยง คนที่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีความซื่อสัตย์ และ ไม่มีความกล้าหาญต่อตนเอง คนพวกนี้ มักจะใช้ วิธีหลีกเลี่ยงว่า " ทำไม่ได้ " บ่อย ครั้งมีการบ่นคร่ำครวญ อย่างโง่เขลา ในขอบเขตที่น่าสงสาร ตัวอย่างเช่น ในการฝึก Koukutsu-dachi (Back Stance) ข้าพเจ้าได้พบกับ หลายคนที่พูดว่า เขาไม่สามารถจะทำท่านี้ได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม พวกเขาถามข้าพเจ้าว่า ควรทำอย่างไรดี ทั้งที่พวกเขาเพิ่งจะฝึกได้ ไม่ถึงชั่วโมง แม้ว่า คนๆหนึ่ง จะฝึกท่านี้อย่างหนักทุกวัน ก็ยังต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อที่จะเรียนรู้มัน จนสามารถที่จะยืนได้มั่นคงดุจหิน มันจึงเป็นเรื่องที่น่าขัน มากที่จะพูดว่า " ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม " ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มฝึกจนเหงื่อออกเลย ด้วยซ้ำ ถ้าพระเซ็น ได้ยินเรื่องนี้ ก็คงจะตวาด และตำหนิใส่ พร้อมทั้งตะเพิดใส่คนผู้นั้นเป็น แน่แท้

    คุณ ไม่สามารถ ที่จะเรียนรู้ ผ่านทางคำพูด แต่คุณจะต้องเรียนรู้ผ่านทาง ร่างกาย จงอดทนต่อความยากลำบาก ความเจ็บปวด ในขณะที่คุณพยายามฝึกวินัย และขัดเกลา ตนเอง คุณต้องเชื่อว่า ถ้าคนอื่นทำได้ คุณก็ต้องทำได้ จงถามตัวเองว่า " อะไรที่ทำให้เราทำไม่ได้ ? เราทำผิดตรงไหน? อะไรที่เรายังไม่มี? " นี่คือการฝึกฝนศิลปะ การต่อสู้ และ ป้องกันตัว

    จุด หลักๆ ที่สำคัญต่างๆ หากถูกสอนโดยคนอื่น อาจจะถูกลืมได้โดยง่าย แต่หากจุดสำคัญนั้น ได้จากความเหนื่อย ยากลำบากแล้ว ก็ไม่มีวันที่จะถูกลืมไปได้เลย ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า นี่คือ เหตผลว่าทำไม ปรมาจารย์ ศิลปะการต่อสู้ ในสมัยก่อน จะมอบใบรับรองวิทยะฐานะ และ แสดงให้เห็น ถึงส่วนประกอบหรือ จุดสำคัญ เฉพาะลูกศิษย์ ที่ฝึกฝนอย่างหนักและ เคร่งครัด จนแทบจะทนไม่ได้ เพื่อที่ จะนำพาเขาเหล่านั้น ให้ เข้าถึง จิตวิญญาณ แท้จริง ของ BUDO (หนทางแห่งการต่อสู้)
  3. เมื่อคุณเรียนรู้เทคนิค ใหม่ๆ จงฝึกฝนอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเข้าใจมันจริงๆ อย่าอยากที่จะเรียนรู้ทุกอย่าง ในครั้งเดียว จงฝึกฝน อย่างระมัดระวัง คาราเต้ มีเทคนิค และท่ารำ อีกมากมาย อย่าคิดว่า ยังมีอีกมากที่ จะต้องเรียนรู้ จึงต้องรีบเรียนรู้ทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่ คนไม่มีประสบการณ์ จะจดจำ ความหมายและเทคนิคต่างๆ ในท่ารำได้ทั้งหมด ทำรำนั้น จะไม่มีอะไรเลย นอกจากเทคนิค ที่ตะกุกตะกัก และยุ่งเหยิง การเรียนรู้ ในแต่ละเทคนิค และการเคลื่อนไหวอย่างไม่ต่อเนื่อง จะไม่สามารถรู้ว่า ท่ารำแต่ละท่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และท่ารำนั้น รวบรวม เทคนิคการและการเคลื่อนไหว เอาไว้อย่างไร เรียนรู้อย่างหนึ่ง และ ลืมอีกอย่างหนึ่ง สุดท้ายสิ่งที่ได้มากก็ คือ ความสับสน

    ลูกศิษย์ ที่มีความชำนาญ เป็นอย่างดีในเทคนิค หนึ่งแล้ว จะสามารถมองเห็นจุดสำคัญต่างๆ ที่เหมือนกัน ในเทคนิคอื่น ได้โดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการชกในระดับหน้า (Joudan) หรือ ลำตัว (chudan) การชกในท่าทางต่างๆ (Oizuki or Gyakuzuki) ทั้งหมดล้วนมาจาก หลักการเดียวกัน เมื่อมองเข้าไปในท่ารำเหล่านั้น จะเห็นว่ามีจุดสำคัญ หลากหลาย มากมาย ถ้าคุณเข้าใจในแต่ละเทคนิคแท้จริงแล้ว คุณเพียงแค่สังเกตรูปแบบ และได้รับการสอน ในจุดสำคัญอื่นๆ คุณก็สามารถเข้าใจ ท่ารำนั้นได้ ในระยะเวลาอันสั้น
  4. อย่า อวดอ้างตัวเอง ราวกับ เป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ และ พยายามที่จะแสดงความแข็งแกร่งออกมา มันเป็นเรื่องที่เหลวไหล และ น่าขัน ที่หลายคนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ มักรู้สึกว่าจะต้อง แสดงให้คนอื่นรู้ ว่าเขาเป็นผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ ลองจินตนาการ ภาพชายที่เดินอวดเบ่ง วางท่าบนถนน ราวกับเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังแสดงสีหน้าว่า "ข้าเป็นสุดยอดนักสู้" แม้ว่า เขาจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่คนที่ เคารพนับถือก็คงจะลดลง ไม่ถึงครึ่ง และ แน่นอน ว่า ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความสามารถจริงๆ ก็จะกลายเป็นตัวตลก ในที่สุด

    นิสัยที่ชอบแสดง ความอวดเก่ง หรือแสดงความเหนือกว่า มักจะถูกกล่าวถึงกันในกลุ่ม ผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึก การแสดงออกเช่นนี้ เขาได้สร้างความขายหน้า และยังทำลายชื่อเสียง ของผู้ที่ตั้งใจฝึก ศิลปะการต่อสู้อย่างจริงจัง พวกเขามีความรู้ตื้นๆ ในเทคนิค คาราเต้ เพียง 1 - 2 เทคนิคเท่านั้น

    " รอยยิ้มของเขาสามารถชนะในแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ความน่ากลัวของเขา ทำให้เสือ ต้องนอนราบคาบ ด้วยความกลัว " นี่คือบทสรุปที่จะอธิบาย ถึงผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ อย่างแท้จริง
  5. คุณต้องเอาใจใส่ อย่างมากในเรื่องของ มารยาท และ สัมมาคารวะ คุณจะต้องเคารพเชื่อฟัง และ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อรุ่นพี่ " ไม่มีศิลปะ การต่อสู้ชนิดใด ที่ไม่เน้น ความสำคัญในเรื่อง มารยาท และ ธรรมเนียมการเคารพ "

    มารยาท และ การเคารพไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในโรงฝึก... จะมีใครบ้างหรือไม่ ที่เคารพหิ้งบูชา ภายในโรงฝึก แต่เวลาเจอศาลเจ้าข้างทาง แล้วเดินผ่านไปโดยไม่ แสดงความเคารพ ??? ข้าพเจ้าหวังว่า คงจะไม่มี ในทำนองเดียวกัน ... จะมีใครบ้างหรือไม่ ที่ตั้งใจ ทำตามคำสั่ง ของรุ่นพี่ในโรงฝึก แต่ละเลยคำสอนของพ่อ หรือ พี่ชาย โดยสิ้นเชิง ??? หวังว่าคงจะไม่มี แต่ถ้ามี คนเช่นนั้น เขาก็ไม่มีสิทธิ ที่จะฝึกศิลปะการต่อสู้

    อยู่ที่บ้านเชื่อฟังพ่อ แม่ และ พี่ อยู่ที่โรงเรียน เชื่อฟังอ่อนน้อมต่อครู และ รุ่นพี่ เป็นทหาร เชื่อฟัง คำสั่งของผู้บังคับบัญชา อยู่ที่ทำงานไม่แสดง การต่อต้าน หรือไม่เคารพ ต่อ หัวหน้า สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีค่า ได้รับ มาจากการฝึก คาราเต้
  6. คุณ จะต้องละเลย สิ่งที่ไม่ดี และ รับในสิ่งที่ดี เมื่อคุณสังเกตการฝึกของผู้อื่น และค้นพบว่า เป็นสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ จงอย่าลังเลที่จะพยายาม ฝึกมันให้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณสังเกตเห็น คนที่เริ่มจะเกียจคร้าน จงตรวจสอบตนเอง ด้วยสายที่เคร่งครัด เมื่อคุณเห็นคนที่สามารถเตะได้ดี ถามตัวเองว่าทำไมเขาจึงเตะได้ดี? คุณจะทำอย่างไรจึงจะเตะได้อย่างนั้น? การเตะของคุณต่างจากของเขาอย่างไร? ด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถหาวิธีที่จะพัฒนาการเตะของคุณ เมื่อคุณเห็นคนที่ฝึก แล้วไม่พัฒนาขึ้น เช่นเดียวกัน ลองถามตัวคุณเองว่าทำไม บางที เขาอาจจะนึกไม่มากพอ หรือ อาจจะขาดความตั้งใจที่แน่วแน่ จงถามตัวเอง ว่า สิ่งเดียวกันนี้ เกิดขึ้นกับคุณหรือไม่?

    ทัศนะคติ เช่นนี้ ไม่ได้ใช้เฉพาะในการพัฒนา ความสามารถในด้านเทคนิค เท่านั้น เราทุกคน ต่างมีข้อดี และ ข้อบกพร่อง ถ้าเราต่าง จริงใจต่อความต้องการ ที่จะพัฒนาตัวเอง คนทุกคน สามารถที่จะเป็นต้นแบบ เพื่อเป็นเงาสะท้อน สำหรับตัวเราได้ มีภาษิตในสมัยก่อน กล่าวว่า " เมื่อเราเดินไปกับคนสองคน พวกเขาอาจจะเป็น เสมือน ครูของเราได้ เราจะเลือกทำตามในสิ่งที่ดีของเขา สิ่งที่ไม่ดีก็จะหลีกเลี่ยง "
  7. จง คิดว่า ชีวิตประจำวันก็เหมือน การฝึกคาราเต้ อย่าคิดว่า คาราเต้ อยู่เพียงแต่ใน โรงฝึก หรือ เป็นเพียงการต่อสู้ จิตวิญญาณของการฝึกคาราเต้ และองค์ประกอบในการฝึก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ กับทุกๆ ด้านของชีวิตประจำวันได้ จิตวิญญาณที่เกิดจาก การฝ่าฟัน ความอดทน ต่อความหนาวเหน็บในการฝึกช่วงฤดูหนาว หยาดเหงื่อแห่งความเหนื่อล้า ไหลรินผ่านดวงตา จากการฝึกในช่วงฤดูร้อน สามารถช่วยคุณในการทำงาน ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี ร่างกายที่บากบั่น ผ่านการฝึกเตะและชกอย่างหนัก จะไม่ทำให้พ่ายแพ้ ต่อการเตรียมอย่างหนัก เพื่อการสอบ หรือ การทำงานที่น่าเบื่อ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้ที่มีวิญญาณ และ จิตใจ ที่แข็งแกร่ง จากการ ต่อสู้ด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีทางยอมแพ้ จะพบว่าไม่มีสิ่งใด ที่เกินกว่า จะสามารถรับมือได้ คนที่ผ่านการฝึกอันยาวนาน ทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างหนัก เพื่อ เรียนรู้ การชก หรือการเตะ แค่ครั้งเดียว จะสามารถ รับมือได้กับทุกเรื่องไม่ว่า จะยากแค่ไหน ก็จะสำเร็จ ลุล่วงไปได้ คนเช่นนี้ คือคนที่กล่าวได้ว่า ผ่านการฝึก คาราเต้อย่างแท้จริง
แปลและเรียบเรียง โดย : ROI

มุมมองของท่านอาจารย์โอมูระ





บทสัมภาษณ์ วิถีแห่งคาราเต้ ในมุมมองของท่านอาจารย์โอมูระ
image คาราเต้-โด...คืออะไร ? นอก เหนือจากบทความ ที่เกี่ยวกับ ประวัติและความหมายของคาราเต้-โดแล้ว สำหรับความคิดเห็นของท่านอาจารย์โอมูระ ...คาราเต้-โด คือ " หนทางในการเข้าถึงตัวตนของเราเอง "
หลังจากการฝึกฝนคาราเต้ เราจะเริ่มเรียนรู้ถึง สิ่งที่ดีและไม่ดี ในการพัฒนาคาราเต้ของตัวเราเอง การฝึกฝนอย่างหนัก และประสบการณ์ ในการแข่งขัน ทำให้เรารู้ว่า ร่างกายและจิตใจ สามารถตอบสนองกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อที่จะหา ทางออกที่ดีที่สุด ...และในที่สุด เราสามารถประยุกต์ใช้ สิ่งที่ได้เรียนรู้ เหล่านี้ ในชีวิตประจำวัน

ท่านอาจารย์โอมูระ คิดว่า ความสามารถในด้านคาราเต้ที่ดี  อย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอ เราจะต้องสามารถ ที่จะนำหลักการ ของคาราเต้ มาประยุกต์ใช้ใน " โลกแห่งความเป็นจริง" ได้ด้วย... นั่นหมายถึง นำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ในสังคม หากนักคาราเต้ สามารถทำได้เช่นนั้นแล้ว จึงจะถือได้ว่าเขาเข้าใจ "คาราเต้" อย่างแท้จริง "คน ทุกคนนั้น ล้วนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน สรีระ ร่างกาย จิตใจ และอื่นๆอีกมากมาย จึงเป็นความน่าสนใจที่เราจะได้ศึกษาและเข้าใจว่า คาราเต้ จะได้ให้อะไรกับแต่ละคนบ้าง ซึ่งแต่ละคนนั้นจะต้องใช้เวลา ระยะยาวนานและการฝึกฝนอย่างหนัก ให้เพียงพอ กับที่ร่างกายของเขาต้องการ และสมควรที่จะได้รับ เราเริ่มที่การฝึกพื้นฐาน เมื่อสมบูรณ์แล้ว เราก็จะเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไร จึงจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ภายใน การออกเทคนิคเพียงครั้งเดียว นี่คือ วิถีแห่งการต่อสู้และป้องกันตัว คาราเต้
อาจารย์คาราเต้ ... ?
อาจารย์คาราเต้ แตกต่างจาก ผู้ฝึกสอนคาราเต้ทั่วไป อาจารย์ นั้นจะต้องรับผิดชอบในตัวลูกศิษย์ของเขา ไม่ใช่แค่ให้พัฒนา ทางด้านคาราเต้แต่เพียงอย่างเดียว แต่จิตใจต้องพัฒนาด้วย...คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของอาจารย์คาราเต้ ในขณะที่ ผู้ฝึกสอนคาราเต้ทั่วไป มีหน้าที่เพียงแค่ให้คำแนะนำในการฝึกแก่ผู้ฝึกเท่านั้น โดยที่ไม่สนใจและรับผิดชอบในด้านอื่นๆ
สิ่งสำคัญที่สำคัญที่สุดสำหรับอาจารย์คาราเต้คือ จิตใจ ที่ มุ่งมั่นในการสอน เขาจะต้องเข้าใจและรู้ว่า ควรจะให้อะไรกับลูกศิษย์ ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้ว่า ลูกศิษย์แต่ละคนจะสามารถรับการสอนได้มากน้อยแค่ไหน อาจารย์มีหน้าที่ ที่จะต้องสอน หลักแห่งปรัชญาของคาราเต้ ระเบียบวินัย และความประพฤติ ทางด้านจิตใจ ให้กับลูกศิษย์ตั้งแต่พวกเขาเริ่มต้นฝึก !!
แต่การอธิบายในหลักปรัชญา และจุดที่สำคัญของคาราเต้ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ อาจารย์คาราเต้ควรจะทำได้ เขาจะต้องสามารถ แสดง ให้ลูกศิษย์เห็นในสิ่งที่เขาพยายามจะสอนได้ด้วย ดังนั้นทั้งความสามารถในการอธิบายรวมถึงการแสดงคาราเต้ให้ได้เห็น คือสิ่งสำคัญของ อาจารย์คาราเต้ !!
ผู้ฝึกคาราเต้ ... ?
ในความคิดของท่านอาจารย์โอมูระ ผู้ฝึกคาราเต้จะ ต้องเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ของเขาพยายามจะอธิบาย แต่ก็ไม่เสมอไปที่ผู้ฝึกจะเข้าใจทุกอย่างที่อาจารย์ของเขาสอน เนื่องจากคาราเต้ไม่อาจจะเข้าใจได้จากคำพูดเพียงอย่างเดียว ผู้ฝึกจะต้องเริ่มเรียนรู้หลักการด้วย จิตใจ ก่อน แล้วค่อย ร่างกายนั่นคือ เขาจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก ในขณะเดียวก็จดจำ คำสอนทุกอย่าง ที่ได้จากโรงฝึก
ผู้ฝึกจะต้องคิดเสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาเทคนิคของเราได้” “ทำอย่างไรจึงจะใช้เทคนิคได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด” “ทำอย่างไรจึงจะอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ...ทัศนะคติเหล่านี้คือ สิ่งที่ท่านอาจารย์โอมูระเห็นว่า ผู้ฝึกคาราเต้หรือนักสู้ทุกคนควรจะมี
ผู้ ฝึกยังจะต้องรู้ด้วยว่า สภาพร่างกายและจิตใจของเขา พร้อมที่จะรับการฝึกอย่างหนักและเหมาะสมหรือไม่ เพราะความจริงก็คือ การขาดทั้งสองสิ่งที่จำเป็นนี้ อาจเป็นไปได้ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย ที่อาจารย์จะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นผู้ฝึกคาราเต้จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ถ้าเขาตั้งใจที่จะฝึกคาราเต้อย่างจริงจังตลอดชีวิตของเขา

คาราเต้ หรือ คาราเต้โด เเตกต่างกันยังไง

คาราเต้ หรือ คาราเต้โด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย โชคินโฮ   
คาราเต้ฝึกท่านให้เหนือคน หรือท่านเพียงฝึกตนให้เป็นคาราเต้
ฝึกคาราเต้เพื่อเหนือผู้อื่น แต่คาราเต้กลับสอนให้เหนือใจตนเอง
ความหมายของ คาราเต้ และ คาราเต้โด
การฝึกที่แท้จริงของคาราเต้ หาใช่เพียงการต่อสู้อย่างเดียวไม่

shokinhoคาราเต้ หรือ คาราเต้โด

หลายคนคงจะสงสัยว่า คาราเต้ กับคาราเต้โด นั้นแตกต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องมีโด และ คาราเต้ที่ไม่มีโด นั้นคืออะไร แล้วอย่างไหนดีกว่ากัน
ถ้าเราแปลตามตัวแล้ว คำว่า คาราเต้โด แปลว่า วิถีทางแห่งมือเปล่า(ในที่นี้หมายถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ปราศจากอาวุธ) โดย คาระ แปลว่า ว่างเปล่า เทะ หรือเต้ แปลว่า มือ(ในที่นี้หมายถึงวิชาหมัดมวย) และโด แปลว่า ศาสตร์ หรือวิถีทาง ซึ่งเราจะเห็นได้จากชื่อวิชาของญี่ปุ่น จะลงท้ายด้วยคำว่า โด ทั้งสิ้น
ทีนี้ คาราเต้ คืออะไร คาราเต้คือ วิชาการต่อสู้ของทางริวกิว หรือโอกินาว่าในปัจจุบัน ซึ่งมีรากฐานมาจากวิชามวยจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลในด้านปรัชญาความคิดของชาวริวกิว จนพัฒนารูปแบบของตนเองเรื่อยมาจนเป็น คาราเต้ ในปัจจุบัน ซึ่งเหลือเค้าโคลงความเป็นมวยจีนอยู่แค่ท่าพื้นฐานการยืนการชกหมัดตรงเท่า นั้น คำว่า คาราเต้ ในโอกินาว่าสมัยก่อนที่จะมาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่นนั้น หาได้แปลว่า มือเปล่า แต่ หมายถึง มือของจีน(ในที่นี้หมายถึง มวยจีน) ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงว่า คาราเต้ เหมือนกัน ซึ่งการเปลี่ยน ตัวอักษรคำว่า คาระ เปลี่ยนเมื่อ เซนเซกิชิน ฟูนาโคชิ แห่งคาราเต้สายชูริเต้ ได้รับคำเชิญจากเซนเซคาโนแห่งยูโดโคโดกัน ให้ไปแสดงคาราเต้ที่โตเกียวนครหลวงของญี่ปุ่น ในฐานะที่ว่า คาราเต้จะถูกยกเป็นศิลปการต่อสู้ประจำชาติ เช่นเดียวกับ ยูโด เคนโด และยูยิตสุ การจะใช้ชื่อ คาราเต้ ที่มีความหมายว่า วิชาการต่อสู้ของจีน นั้นจึงไม่ควร จึงได้เปลี่ยนชื่อ คาราเต้ โดยนำคำว่า คาระ มาจาก คัมภีร์ปรัชญาปารามิตรา ของพุทธศาสนา ในประโยคที่ว่า 色即是空 空即是色 Shiki soku se kuu Kuu soku se shiki แปลว่า รูป ก็คือ ความว่างเปล่า  ความว่างเปล่า ก็คือ รูป  ซึ่งคำว่า คู กับ คาระ เป็นคำพ้องรูป ที่มีความหมายเหมือนกัน เซนเซกิชิน จึงนำคำนี้ออกมาใช้ ซึ่งเป็นการแสดงถึงหลักปรัชญาแห่งการฝึกคาราเต้ และการเป็นนักรบบูชิโด ด้วย และจากความหมายทางปรัชญานี้ คาราเต้ จึงมีความหมายทางปรัชญาได้ว่า วิชามวยแห่งความว่างเปล่า  เมื่อ คาราเต้ ได้แสดงถึง หลักปรัชญาอันสุดซึ้งแล้ว จึงนำคำว่า โด มาต่อท้ายเพื่อให้สอดคล้องกับวิชาอื่นๆ  และมิได้หมายถึง วิถีทาง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึง เต๋า หรือ เซน ซึ่งเป็นการฝึกฝนจิตวิณญาณด้วย ดังนั้น คำว่า คาราเต้ และคาราเต้โด จึงไม่ต่างกัน จะต่างก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้น
คาราเต้ หมายถึง วิชาหมัดมวยแห่งความว่างเปล่าแล้ว อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของคาราเต้  จะกล่าวถึงเรื่องนี้ต้องมองย้อนถึงคำว่า รูปคือความว่างเปล่า  รูปเปรียบได้เหมือนกับ พื้นฐานของวิชาคาราเต้ ความว่างเปล่าหมายถึงวิธีการใช้งานของคาราเต้ในขั้นสูงซึ่งไม่มีรูปแบบตาย ตัว ดั่งคำว่าไร้ลักษณ์ ไม่มีรูปแบบ การต่อสู้หยุดลงด้วย 一拳秘殺 Ik Ken Hi Satsu หรือ หนึ่งหมัดปลิดชีพ ซึ่งหมายถึงการล้มศัตรูด้วยการออกอาวุธเพียงครั้งเดียว  ส่วนคำว่า  ความว่างเปล่าก็คือรูป หมายถึง ในการออกอาวุธนั้นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะออกหมัดออกเท้าอย่างไรก็ได้ แต่ต้องจู่โจมด้วยพื้นฐานของคาราเต้ คือส่งแรงให้ถูกต้อง เพื่อหวังผลในพลังการทำลายให้ได้มากที่สุด โดยการออกการจู่โจมต้องออกอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดด้วย นี่คือจุดสูงสุดของคาราเต้
ในเมื่อคาราเต้ เป็นวิชาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนที่ยาวนาน และความเข้าใจอย่างแท้จริง ในการฝึกท่าพื้นฐานเดิมๆ ให้ชำนาญเป็นธรรมชาติ ประกอบกับความอันตรายของวิชา ดังนั้นการฝึกฝนคาราเต้แต่ดั้งเดิม จึงนำปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนาเข้ามาสอดแทรก เพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกให้ผ่องใส  เสมือน แก้วใสที่ว่างเปล่า  มีความอดทนอดกลั้น ขยันหมั่นเพียร พร้อมที่จะค้นคว้าศึกษาจุดสูงสุดแห่งคาราเต้ และไม่นำคาราเต้ไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยเหตุนี้ คาราเต้ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นวิชาที่ช่วยเหลือผู้คนมากกว่าจะเป็นวิชาฆ่าคน และไม่ใช่แค่ว่า หลักปรัชญาจะช่วยไม่ให้นำคาราเต้ไปใช้ในทางไม่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงระเบียบวินัยในการฝึก ความอดทนอดกลั้น สมาธิปัญญา และอื่นๆ โดยเฉพาะ การถ่อมตน ถ้าเราคิดแต่ว่าเราเจ๋ง เราเก่ง เราจะละเลยการกลับมาทบทวนพื้นฐานของตนเอง ซึ่งจุดนี้จะทำให้การพัฒนาคาราเต้ในขั้นสูงของเราหยุดชะงักลง และอาจจะทำให้ ฝีมือที่สั่งสมมา และจิตใจเราตกต่ำลงไปเรื่อยๆได้ ดังคำสอนที่ว่า คาราเต้เปรียนเสมือนน้ำร้อน ถ้าไม่ให้ความร้อนอย่างต่อเนื่องน้ำก็จะเย็น แต่ถ้าเรามีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ตลอดเวลา คิดว่าการเรียนรู้ฝึกฝนไร้ที่สิ้นสุด เราจะสามารถค้นหาจุดผิดพลาดของตนเองได้เรื่อยๆ และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาราเต้เป็นสิ่งที่เรียนไม่รู้จบ สามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต และที่สำคัญการถ่อมตนจะทำให้เป็นที่รักใคร่ต่อทุกคนด้วย ครูบาอาจารย์ท่านเห็นดีเห็นชอบ ย่อมถ่ายทอดความรู้ต่อมาให้ท่านอย่างแน่นอน
เช่นนั้นแล้ว คาราเต้จึงเป็นวิชาพิสูจน์คน ไม่ใช่แค่วิชาการต่อสู้เพียงอย่างเดียว
วันนี้เราลองมองย้อนดูตัวเองสักนิดว่า   คาราเต้ฝึกท่าน หรือเพียงแค่ท่านฝึกคาราเต้ กันแน่

โอ๊สส